วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โครงการฝนหลวงเพื่ิอปวงชน

พระบิดาแห่งฝนหลวง

ดร.สุทิน ลี้ปิยะชาติ
       ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ด้วยวันที่ ๑๔ พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง และเพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ให้ประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนุชนรุ่นหลังได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี ชื่นชมในพระบารมี และร่วมกันถวายสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่เป็น "พระบิดาแห่งฝนหลวง" 
    มหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้ที่มีต่อปวงชนชาวไทย ผมขอนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริฝนหลวงอย่างสังเขป โดยได้รับความสนับสนุนด้านข้อมูลจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดังนี้ครับ
       จุดเริ่มต้นของโครงการพระราชดำริฝนหลวง :จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภาคของประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่และปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร โดยเฉพาะเกษตรกรมักจะประสบกับปัญหาความแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ ทั้งการบริโภค อุปโภค และการเพาะปลูก
       ด้วยทรงตระหนักว่า ในช่วงเวลาที่ฝนไม่ตกหรือฝนทิ้งช่วงไปเป็นระยะเวลานานนั้น พื้นที่เพาะปลูกทั่วไปที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือไม่มีโครงการชลประทานเข้าไปถึง ย่อมได้รับความเดือดร้อน เพราะขาดแคลนน้ำ ซึ่งได้อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการทำฝนเทียม เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา โดยวิธีการทำให้ฝนตกนอกเหนือจากการตกของฝนตามปกติ จึงได้พระราชทานพระราชดำริแก่นักวิชาการและเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๘ เพื่อค้นคว้าหาเทคนิควิชาการทางวิทยาศาสตร์ในการแปรสภาพไอน้ำในอากาศให้เกิดเมฆ แล้วเร่งให้กลุ่มเมฆมีการรวมตัวกันมากขึ้นจนเกิดเป็นฝนตกในช่วงเวลาและพื้นที่ที่ต้องการ โดยพระราชทานนามการทำฝนเทียมนี้ว่า "โครงการฝนหลวง"
       ความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง : เป็นโครงการที่ก่อกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภค และ เกษตรกรรม อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้งซึ่งมีสาเหตุมาจาก ความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ และด้วยทรงสังเกตเห็นว่ามีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกัน จนเกิดเป็นฝนได้ เป็นเหตุให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงระยะยาวทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงฤดูฝน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดคำนึงว่า น่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ ทรงเชื่อมั่นว่า ด้วยลักษณะของกาลอากาศ ภูมิอากาศ และภูมิประเทศของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน และอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นฤดูฝน และเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถดัดแปรสภาพอากาศ ให้เกิดเป็นฝนตกได้ อย่างแน่นอน 
        ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาค้นคว้า และวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งทรงรอบรู้ และเชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับทั้งใน และต่างประเทศ จนทรงมั่นพระทัย แล้วจึงพระราชทานแนวคิดนี้แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น และในปีถัดมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้ 
        ทั้งนี้ ได้มีการทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก จนถึงปี ๒๕๑๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบิน ปราบศัตรูพืชกรมการข้าว และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน ในการสนองพระราชประสงค์ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบว่า พร้อมที่จะดำเนินการ ตามพระราชประสงค์แล้ว ดังนั้นในปีเดียวกันนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑ - ๒ กรกฎาคม ๒๕๑๒ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลอง เป็นคนแรก และเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองเป็นแห่งแรก โดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (dry ice หรือ solid carbon dioxide) ขนาดไม่เกิน ๑ ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆ ทดลองเหล่านั้น
        มีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอย่างเห็นได้ชัดเจน เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ ในเวลาอันรวดเร็วแล้วเคลื่อนตัวตามทิศทางลม พ้นไปจากสายตา ไม่สามารถสังเกตได้ เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผลโดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน และได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ 
        ขั้นตอนการทำฝนหลวง : การทำฝนเทียมหรือฝนหลวงที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ ใช้วิธีการโปรยสารเคมีทางเครื่องบินตามสภาวะต่างๆ ขั้นแรกเพื่อรวบรวมไอน้ำในบรรยากาศให้รวมตัวกันเป็นเมฆ จากนั้นจึงสร้างเมฆหรือเลี้ยงให้เจริญเติบโต และขั้นสุดท้ายจึงเป็นการโจมตีกลุ่มเมฆเหล่านั้นให้ตกเป็นฝนในบริเวณพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งกรรมวิธีในการทำฝนตามขั้นตอนดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ไว้ว่า "ก่อกวน เลี้ยงให้อ้วน และโจมตี" คือ การที่ทำให้อากาศมีแรงยกมากขึ้น คือ ก่อกวนสภาพอากาศให้มันขาดความมีเสถียรภาพ มันจะมีแรงยกมากขึ้น แล้วหลังจากนั้น เราก็จะใส่สารเคมีที่จะทำให้ก้อนเมฆมีความเย็นตัวหนาแน่นขึ้น คือขั้นตอนของการเลี้ยงให้อ้วน แล้วก็พอเขามีขนาดใหญ่พอ เมฆมีขนาดใหญ่พออยู่แล้ว เราก็จะใส่สารเคมีเร่งให้เขาตก ก่อนที่เขาจะเคลื่อนที่พ้นเป้าหมายไป นั่นคือการโจมตีให้เมฆลงสู่พื้นที่เป้าหมาย การโจมตีนี่ก็มีขั้นตอนที่เราเรียกว่าแซนวิช คือให้เครื่องบินลำหนึ่งบินอยู่ตามไหล่เมฆประมาณ ๙ พันฟุต อันนี้เป็นการโจมตีกับเมฆอุ่น ข้างล่างจะมีเครื่องบินอีกลำ เพื่อที่จะใช้สารเคมีที่เย็นจัด เช่น ยูเรียหรือน้ำแข็ง สองลำบินขึ้นไปพร้อมๆ กัน มันก็เหมือนภาพแซนวิช บินขึ้นไปโดยทำมุมประมาณ ๔๕ องศา โดยการทำฝนหลวงมุ่งทำให้กับลุ่มน้ำ เพราะฉะนั้นพื้นที่ที่ดำเนินการก็จะเป็นพื้นที่ที่กว้างใหญ่พอสมควร
        ผลการดำเนินโครงการพระราชดำริฝนหลวง : "ฝนหลวง" ได้บำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรให้คลายความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำและประสบผลสำเร็จได้รับการยอมรับทั้งจากภายในและต่างประเทศ ปริมาณความต้องการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมและการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ได้รับการร้องเรียนขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และได้ก้าวจากการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ไปสู่การบรรเทาสาธารณภัย และเพิ่มพูนเศรษฐกิจ ฝนหลวงวันนี้ต้องเข้ามารับภาระหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์อย่างมากมาย
        ด้วยพระอัจฉริยภาพและความสนพระราชหฤทัยประกอบกับสายพระเนตรที่ยาวไกล "ฝนหลวง" เป็นอีกหนึ่งพระราชดำริที่ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรได้อย่างแท้จริง วันนี้ สภาพการขาดแคลนน้ำ ความแห้งแล้ง ได้กลับพลิกฟื้นคืนสู่สภาพที่สดใสขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย โดยพระราชดำริ "ฝนหลวง" น้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว